ความเป็นพระในบ้านของพ่อแม่ จะมีสักกี่คนที่รู้อย่างแท้จริง

     ความเป็นพระในบ้านของพ่อแม่นั้นจะมีสักกี่คนกันที่รู้ เพราะเรามักจะมุ่งหากันแต่พระนอกบ้าน หากันแต่พระที่ไม่มีลมหายใจ แม้จะต้องซื้อหามาด้วยราคาแพง แม้จะต้องลงทุนลงแรงมากมายกว่าจะได้มา และก็มักจะเฝ้าปรนเปรอหรือบูชาแต่พระนอกบ้านเช่นนั้นเท่านั้น

     แต่พระในบ้านซึ่งมีลมหายใจ อยู่หรือใกล้ชิดกับตัวเราตลอดเวลา เรากลับมองข้ามไปเสีย เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นคนอยู่ในวัยไหน ฐานะอย่างไร ย่อมเป็นเหมือนกันได้ทุกที่ เหมือนกันในข้อที่ไม่รู้จักว่าพระในบ้านคือใคร

     มีเรื่องที่เล่ากันสืบมาว่า มีคุณนายคนหนึ่งเป็นคนใจบุญพอควรที่เดียว ดูได้จากการที่ตักบาตรทุกเช้า และหลังจากนั้นก็จะถือสำรับกับข้าวที่บรรจงจัดอย่างประณีตและนำไปวัดแห่งหนึ่งทางฝั่งพระนคร เพื่อถวายท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ผู้เป็นเจ้าอาวาส เพราะมีความเคารพนับถือในจริยาวัตรของท่าน และชอบฟังท่านคุยหรือเล่าเรื่องอะไรต่อมิอะไรให้ฟัง เรียกว่ามีเวลาว่างหลังจากตักบาตรตอนเช้าแล้ว คุณนายคนนั้นเป็นต้องมาวัดให้ได้ทุกวัน อาหารที่จัดมาก็ประณีต ทุกอย่างเพื่อให้สมกับนำมาถวายสมเด็จฯ อยู่คุยกับท่านพอสมควรแล้วกราบลากลับ ทำอยู่เช่นนี้เป็นประจำ

     วันหนึ่งหลังจากคุณนายกลับแล้ว พระหนุ่มรูปหนึ่งซึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิของสมเด็จฯ ได้กราบเรียนว่า "คุณนายคนนี้เป็นคนใจบุญสุนทานจริง แต่เคยได้ยินมาว่าเป็นคนใจแคบ มีแม่อยู่ที่บ้านด้วยก็ปล่อยให้อดๆ อยากๆ ไม่ค่อยเอาใจใส่ ปล่อยให้อยู่ในห้องแคบๆ ที่เรือนคนใช้หลังบ้าน ส่วนตัวเองพร้อมลูกๆ อยู่บนตึกใหญ่สะดวกสบายทุกอย่าง เขาว่าตอนอยู่บ้านนั้นพูดจากับแม่ฟังไม่ค่อยได้เลย ผิดกับที่มาพูดอยู่ที่วัดอย่างหน้ามือเป็นหลังมือ แม่จะเดินออกมาหน้าบ้านบ้างก็ไม่ได้ กลัวเขาจะเห็นว่ายังมีแม่แก่อยู่ในบ้าน อายเขา มีคนมาเล่าให้ฟังเช่นนี้หลายรายแล้ว เท็จจริงอย่างไรไม่ทราบได้"
     ฝ่ายสมเด็จฯ ท่านได้ฟังพระว่าก็ไม่พูดอะไร นั่งฟังเฉยอยู่ ต่อมาอีกหลายวัน ท่านไปกิจนิมนต์นอกวัด และบังเอิญขากลับต้องผ่านทางบ้านคุณนายด้วย ท่านจึงแวะบ้านคุณนายก่อน
     คุณนายดีใจมากที่สมเด็จฯ มาถึงที่บ้าน เพราะไม่เคยมีพระมาที่บ้านเลยในยามปกติ นอกจากเวลาทำบุญเท่านั้น จึงถือว่าเป็นนิมิตมลคงอย่างสูงสุดที่พระขั้นสมเด็จฯ มาเหยียบบ้าน จึงเรียกลูกหลานเข้ามากราบไหว้ท่านเป็นการใหญ่ ให้ท่านอวยชัยให้พรลูกหลายแล้วชวนท่านคุยเรื่องต่างๆ มากมาย สมเด็จฯ ท่านก็คุยบ้างถามทุกข์สุขบ้างตามธรรมเนียม ตอนหนึ่งสมเด็จฯ ท่านถามคุณนายว่า
     “พระในบ้านของคุณนายมีบ้างไหม”
     คุณนายได้ยินเข้าก็รีบตอบว่าพระในบ้านของตนมีมากมาย เป็นพระเก่าๆ ทั้งนั้น สมัยสุโขทัยก็มี สมัยเชียงแสนก็มี พร้อมกับพูดอวดใหญ่ และชวนสมเด็จฯ ขึ้นไปดูห้องพระบ้างบน
     สมเด็จฯ ท่านทราบว่าคุณนายยังเข้าใจผิดอยู่ จึงถามขึ้นอีกว่า
     “ได้ทราบว่าคุณนายยังมีแม่อยู่มิใช่หรือ เดี๋ยวนี้ท่านอยู่ที่ไหนเล่า”
     คุณนายได้ยินเข้าถึงกับเสียวแปลบเข้าไปในหัวใจ ไม่นึกว่าจะถูกจู่โจมด้วยคำถามชนิดฟ้าแลบอย่างนี้จากสมเด็จฯ จะตอบไปตรงตามว่าแม่อยู่หลังบ้านก็กลัวสมเด็จฯ จะเดินไปดู และจะเห็นสภาพความเป็นอยู่ของแม่ แล้วท่านจะตำหนิเอาได้ก็เลยอึกๆ อักๆ ตอบส่งๆ ไปว่า "ตอนนี้แม่ไม่อยู่ ออกไปเยี่ยมญาติคงอีกนานกว่าจะกลับแน่ะ!" คอยกันท่าไว้สำเร็จ กลัวสมเด็จฯ จะนั่งคอยพบ
     สมเด็จฯ ท่านก็ไม่ต่อความอีก เพราะเริ่มจะรู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว พอสมควรแก่เวลาท่านก็ลากลับ หลังจากนั้น ก็พบกับคุณนายอีกเป็นประจำเหมือนเคย จนวันหนึ่งท่านเห็นคุณนายยิ้มแย้มแจ่มใสดี พูดคุยรื่นเริงเรื่องการทำบุญสุนทร์ทาน และยังมีเวลาอีกพอควรที่จะถึงเวลาเพล ท่านจึงถามขึ้นว่า
“พระในบ้านของโยม โยมดูแลเรียบร้อยดีแล้วหรือ”
     คุณนายก็ตอบอย่างยิ้มย่อง ด้วยความเข้าใจผิดเช่นเคยว่า
     “เจ้าค่า อิฉันจัดถวายท่านเรียบร้อยทุกวันแหละค่ะก่อนจัดมาถวายท่านนี่ อิฉันต้องจัดถวายในห้องพระก่อนจุดธูปเทียนบูชา ถวายข้าวพระเสร็จเรียบร้อยแล้ว จึงนำมาถวายที่วัดนี่แหละพระเดชพระคุณไม่ต้องห่วงหรอก อิฉันทราบดีว่าอะไรเป็นอะไร”
     อวดสรรพคุณของตัวไปโน่นเลย
     “คนเราน่ะมีพระอยู่ในบ้านกันทุกคน พระที่มีลมหายใจน่ะ บางคนมีพ่อ บางคนเหลือแม่ บางคนโชคดีเหลือทั้งพ่อทั้งแม่อยู่ในบ้าน นับเป็นบุญมหาศาล ใครเหลือเท่าไรควรจะได้เอาตาดูเอาหูใส่ท่านบ้าง ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยไม่เอาใจใส่ ปล่อยให้ท่านอดๆ อยากๆ เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไรก็ดูแลท่านบ้าง ท่านแก่แล้ว ท่านกินท่านใช้จะหมดเปลืองไปสักเท่าไรเชียว ใช่ไหมโยม?”
     “เจ้าค่ะ ใช่” จำใจเงยหน้ามองตาสมเด็จฯ แล้วตอบ
     “โยมก็เหมือนกัน”
     สมเด็จฯ พูดตรงๆ เลยคราวนี้ เรียกว่าหลังจากขึ้นสายมานานแล้วตอนนี้ก็ปล่อยธนูออกไปเลยที่เดียว เพราะท่านทราบดีว่า คนเราบางคนนั้นต้องว่าต้อนสอนกันแบบตรงๆ จึงจะรู้สึก
     “ทราบว่าเหลือแม่อยู่คนเดียวเท่านั้น แต่โยมไม่ค่อยสนใจในความเป็นอยู่ของท่านเท่าไรนัก ปล่อยให้อยู่ในห้องแคบๆ อับทึบแทบไม่มีอากาศหายใจอยู่หลังบ้าน ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วท่านเป็นเจ้าของบ้านและที่ดินทั้งหมดที่โยมมีอยู่ โยมอยู่อย่างสบายแต่ปล่อยให้ท่านลำบาก ไม่สงสารท่านบ้างหรือ”
     ตอนนี้คุณนายนิ่งเงียบจริงๆ ตอบไม่ได้ เพราะก้อนสะอื้นกำลังแล่นขึ้นมาจุกคอ “โยมจัดอาหารมาถวายพระในห้องพระได้ทุกวัน แต่พระในบ้านอีกองค์หนึ่ง คือ แม่ โยมไม่เคยจัดหาให้ และตอนที่จัดหามาให้อาตมานี่ อาตมาสังเกตดู โยมจัดมาอย่างดีทีเดียว ทำก็ประณีตบรรจง เมื่อก่อนอาตมายังไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรก็ฉันของโยมไปตามปกติ แต่ตอนนี้บอกตามตรงว่ามันกลืนไม่ค่อยลงมาหลายวันแล้ว เพราะอาตมารู้ว่าอาตมานี่เป็นพระในวัดดูจะเอาเปรียบพระในบ้านของโยมเกินไป เลยกลืนไม่ลง อาตมานะอย่างไรก็ได้ เป็นพระเราจะเลือกฉันแต่ที่ดีๆ ไม่ได้ โดยมลองคิดดู...”
     ท่านเว้นระยะนิดหนึ่งแล้วพูดต่อ
     “อาตมาคิดมาหลายวันแล้ว ว่าจะพูดดีหรือไม่พูดดี สุดท้ายตกลงใจว่าพูด เพราะเห็นใจแม่ของโยม สงสารโยมแก เพราะผลการกระทำของโยมจะตกแก่ตัวโยมต่อไป ลูกหลานของโยมเองเห็นโยมทำกับแม่เช่นนี้ มันก็จะจำเอาไปแล้วทำกับโยมบ้าง และทำกันต่อๆ ไป ไม่สิ้นสุดสักที เพราะเห็นว่าแม่ทำได้ ยายทำได้ เราก็ทำได้เหมือนกัน อาตมาพูดแล้วโยมจะโกรธจะเคืองอาตมาก็ตามใจเถอะ อาตมาพูดด้วยความหวังดีต่อโยม โยมลองคิดดูให้ดีก็แล้วกันนะโยมนะ”
     น้ำตาเจ้ากรรมมันพังลงจากทำนบน้ำตาของคุณนายเมื่อไรไม่ทราบ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีแล่นเข้าจับหัวใจ ตามวิสัยของคนผิดที่กลับตัวกลับใจได้ทันเวลา สะอื้นพลางกราบลาสมเด็จฯ โดยไม่กล่าวคำอำลาสักน้อยหนึ่ง จะโกรธสมเด็จฯ ที่พูดจี้ใจดำหรือไม่ ไม่ทราบได้
     แต่หลังจากนั้น สมเด็จฯ ท่านก็ได้ทราบข่าวมาว่า คุณนายเงียบเหงาไปไม่ร่าเริงเหมือนแต่ก่อน และจัดการย้ายห้องแม่ให้ไปอยู่ติดๆ กับห้องตนบนตึกใหญ่ชั้นล่าง ดูแลปรนนิบัติท่านอย่างดี ไม่ค่อยออกนอกบ้านเช่นแต่ก่อน และกว่าจะเข้าวัดมาหาสมเด็จฯ อีกก็ต่อเมื่อเวลาล่วงไปแล้วได้หลายเดือน ไม่กล้าเข้าหน้าสมเด็จฯ เพราะความละอายใจนั่นเอง
     สาธุ! นับเป็นบุญของคุณนายคนนี้ ที่ได้พบพระเช่นสมเด็จฯ องค์นั้นเสียก่อน และเป็นบุญยิ่งนักที่กลับเนื้อกลับใจเสียใหม่ได้เมื่อยังไม่สายเกินไป เวลาที่จะสนองพระคุณแม่นั้นยังพอมีอยู่บ้าง แม้ว่าจะเพียงเล็กน้อยก็ยังดี
     ผิดกับบางคนกว่าจะรู้ว่าพ่อแม่เป็นพระในบ้านผู้ประเสริฐ ก็สายเสียแล้ว คือ กว่าจะรู้ ก็ต่อเมื่อท่านทั้งสองไม่มีตัวตนอยู่ในโลกนี้แล้ว หรือท่านบางคนแม้จะพูดกรอกหูให้ฟังอยู่ทุกวัน ก็ยังไม่รู้สึก ปล่อยให้พระในบ้านของตนลำบากลำบนอยู่เหมือนเดิม

     ก็แล้วมาถึงตัวท่านบ้างละ ขอถามว่า พระในบ้านของท่าน ยังสบายดีอยู่หรือ?

ข้อความ + รูปภาพ : หนังสือพระในบ้าน (พระธรรมกิตติวงศ์) สำนักพิมพ์เลี่ยงเชียง เพียรเพื่อพุทธศาสน์